|
|
กว่าจะมาเป็น... ที่ดินผืนแรกแห่งความผูกพัน ย้อนหลังไปเมื่อปี 2532 บ้านทิพวรรณเป็นเพียงไร่สับปะรดบนถนนลาดยางเส้นเล็ก ๆ ที่นาน ๆ จะมีรถยนต์วิ่งผ่านซักคันหนึ่ง ส่วนใหญ่เป็นรถของชาวไร่สัปปะรดและผู้ที่อาศัยอยู่บนอุทยานป่าละอู คุณแม่ทิพวรรณ ทิวาวรรณวงศ์และน้องชายขับรถผ่านมาเพียงเพื่อต้องการเข้าไปเที่ยวน้ำตกป่าละอู เพราะในปีนั้น น้ำตกป่าละอูได้รับรางวัลชนะเลิศการประกวดน้ำตกของ อสท. เที่ยวน้ำตกเสร็จแล้ว เวลาเริ่มใกล้ค่ำจึงแวะจอดรถที่บ้านของชาวบ้านคนหนึ่งเพื่อขอน้ำดื่ม ความมีน้ำใจของคนไทยปรากฏอยู่เสมอ นอกจากน้ำดื่มแล้วเขายังชักชวนให้รับประทานอาหารด้วยกันอีก เมื่อความมืดเข้ามาเยือนความประทับใจในสถานที่อันสงบเงียบยิ่งมีเพิ่มมากขึ้นในหัวใจของคุณแม่ เพราะหมู่บ้านนั้นไม่มีไฟฟ้า ชาวบ้านอยู่กันอย่างสงบและสมถะ ทุกบ้านใช้ แสงสว่างจากดวงตะเกียงเล็กๆ คณแม่ได้รับประทานอาหารที่ท่านเล่าว่าเป็นอาหารง่าย ๆ แต่เต็มไปด้วยน้ำใจและความสุข คือ ข้าวกับน้ำพริกและผักต้มที่เก็บจากหลังบ้าน คุณแม่เคยแต่ดินเนอร์บนโต๊ะอาหารหรูโรแมนติกใต้แสงเทียนตามระเบียงริมน้ำของโรงแรมเทียบกันไม่ได้ กับวันนี้ที่กับข้าวแสนจะธรรมดาใต้แสงตะเกียงและดวงดาวเพราะนั่งทานที่แคร่หน้าบ้านริมถนนป่าละอู คุณแม่เก็บความประทับใจและความสุขนั้นไว้ในความทรงจำตั้งใจว่าจะกลับมาที่นี่อีกครั้ง เพราะรู้สึกเริ่มรักหัวหินฝั่งภูเขาเข้าแล้ว หลังจากวันนั้น คุณแม่ทิพวรรณกลับมาเยือนป่าละอูอีกบ่อยครั้งเฝ้าถามชาวบ้านว่าพอจะมีที่ดินแปลงเล็ก ๆ ที่ใครจะแบ่งขายให้ท่านไว้ปลูกบ้านซักหลังหรือไม่ คำตอบคือชาวบ้านก็มีที่แปลงเล็ก ๆ เหมือนกันถ้าแบ่งขายก็ไม่ทราบจะไปอยู่ที่ไหน ถ้าอย่างนั้นต้องซื้อแปลงใหญ่ ๆ นะ เขาเอาไว้ปลูกสับปะรดน่าขายให้ได้เพราะไม่ได้ไว้อยู่อาศัย เฝ้าเพียรเสาะแสวงหาที่ถูกใจอยู่หลายแปลง บางแปลงก็ใหญ่เกินไป บางแปลงก็ลึกเกินไป พอเจอที่ถูกใจก็โดนคนอื่นซื้อตัดหน้าไปแล้ว จึงได้มาเจอที่ดินแปลงนี้เข้า เวลานั้นที่ดินแปลงนี้เปรียบเสมือนลูกเป็ดขี้เหร่ไม่มีใครสนใจจะซื้อ แต่ด้วยบุญบารมีที่ได้ทำมาบนที่ผืนนี้ในหลายภพชาติ จึงทำให้คุณแม่รู้สึกผูกพันกับที่ดินแปลงนี้อย่างมาก คุณแม่ตัดสินใจซื้อที่ดินพร้อมสับปะรดที่ปลูกไว้ทั้งหมดรวม 200 ไร่ ตั้งใจว่า ที่แห่งนี้...จะเป็นที่ที่คุณแม่จะใช้ชีวิตอยู่ในบั้นปลายชีวิต บ้านพักหลังแรกจุดเริ่มต้นของรีสอร์ท บ้านพักหลังแรกที่คุณแม่ใช้พักอาศัยชื่อบ้านสนฉัตรสร้างอย่างง่าย ๆ ด้วยปีกไม้ และแน่นอน บ้านหลังนี้ไม่มีไฟฟ้า บ้านพักตากอากาศหลังนี้ไม่มีความหรูหราออกจะลำบากนิด ๆ ด้วยซ้ำ แต่คุณแม่กลับชอบมากยังไม่พอพาคุณยายและพี่ ๆ น้อง ๆ มาพักเป็นประจำ วันหนึ่งท่านนั่งคุยกันหน้าบ้าน คุณน้าก็เสนอไอเดียบรรเจิดขึ้นว่า จริง ๆ ที่ตรงนี้สวยมากน่าจะให้คนอื่นได้มาเห็นมาพักด้วยนะ ทำไมไม่ทำรีสอร์ทเลยล่ะ ด้วยใจที่รักธรรมชาติเป็นทุนเดิม จึงทำให้คุณแม่ทิพวรรณตัดสินใจวันนั้นที่จะทำที่ดินแปลงนี้ให้กลายเป็นรีสอร์ทมาก กว่าที่จะเป็นแค่บ้านพักต่างอากาศที่ท่านจะเก็บไว้ชื่นชมคนเดียว คุณแม่เริ่มต้นจากการจัดวาง landscape ด้วยตนเอง ปลูกต้นไม้ให้เยอะขึ้น การทำรีสอร์ทเป็นงานที่ใหญ่โตจริง ๆ ไม่น่าเชื่อว่าผู้หญิงคนหนึ่งจะทำได้ แทบจะพูดได้ว่าต้นไม้เกือบทุกต้นในบ้านทิพวรรณเป็นต้นไม้ที่ท่านปลูกเองกับมือ สำหรับการปลูกบ้านก็ให้สถาปนึกทิพวรรณเป็นผู้ออกแบบ แปลนบ้านที่ใช้ไม่ได้วาดบนกระดาษแต่วาดกันบนพื้นดินหน้าบ้านที่สร้าง โดยใช้กิ่งไม้เป็นปากกาเขียนแบบ บ้านบางหลังสร้างไปแล้วพอเห็นโครงสร้างก็ขอเพิ่มนี่นิด เติมนี่หน่อย แทบจะไม่เหลือแบบเดิม ทั้งนี้อยู่กับว่าสถาปนึกอยากให้บ้านมีอะไรบ้าง แต่หลัก ๆ คือ อยากให้คนอยู่มีความสุขนอนหลับสบาย คุณแม่ผู้ที่มีความเป็นแม่สูงมาก เวลาสร้างบ้านท่านจะคิดถึงลูก ๆ เสมอว่าถ้าลูก ๆ มาแม่อยากให้เขาอยู่บ้านแบบไหน อยากให้มีระเบียงกว้าง ๆ หน้า บ้าน มีห้องน้ำในห้องนอนจะได้ไม่ลำบาก พื้นต้องเป็นกระเบื้องดินเผาเพราะบ้านจะเย็นไม่ต้องติดแอร์ได้อยู่กับธรรมชาติ ฯลฯ บ้านพักแต่ละหลังที่ผู้ปฏิบัติธรรมใช้พักอาศัยกันทุกวันนี้จึงเรียกได้ว่า เป็นบ้านที่สร้างด้วยความรักอย่างแท้จริง ทิพวรรณชาเล่ต์ รีสอร์ทกับการปล่อยวางครั้งแรก ในที่สุดรีสอร์ทท่ามกลางหุบเขาแห่งแรกของหัวหินก็ได้เปิดทำการครั้งแรกในปี 2534 ภายใต้ชื่อ ทิพวรรณชาเล่ต์ รีสอร์ท มีบ้านพักจำนวน 10 หลังและห้องอาหารไว้คอยบริการแขกที่มาพัก แน่นอนความเหน็ดเหนื่อยยิ่งทวีมากขึ้นเพราะนอกจากงานก่อสร้างแล้วคุณแม่ยังต้องบริหารงานทุกอย่างด้วยตนเอง เวลานั้นจึงทำให้คุณแม่ทิพวรรณต้องตัดสินใจเลือกระหว่างรีสอร์ทที่ท่านรักกับงานที่ท่านประสบความสำเร็จมาร่วม 20 ปี ในที่สุดคุณแม่ได้ตัดสินใจลาออกจากตำแหน่ง Regional Manager ของบริษัท Rena Ware ที่เป็นบริษัทเครื่องครัวราคาแพงที่ดีที่สุดของสหรัฐอเมริกา ทั้งที่ท่านเป็นผู้หญิงแรกและคนเดียวของโลกที่สามารถนำทีมทำยอดขายได้ถึง 1 ล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ ในขณะนั้น บริษัทเสียใจกับการลาออกของคุณแม่มากพยายามทุกวิถีทางที่จะให้ท่านทำงานต่อ แต่ด้วยความเป็นผู้มีจิตที่ซื่อตรง ท่านตัดสินใจว่าไม่อยากจะเอาเปรียบบริษัทที่ให้สิ่งดี ๆ กับท่านมามากมาย การที่ท่านไม่ได้ทำงานอย่างเต็มที่ให้แก่บริษัทจะเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีแก่น้อง ๆ ในรุ่นต่อไป เมื่อทำความเข้าใจกับบริษัทแล้ว คุณแม่ได้ยื่นเรื่องลาออกอย่างเป็นทางการ บริษัทได้ทำจดหมายแสดงความเสียดายและขอบคุณในการทำงานอันน่าประทับใจของคุณแม่ อีกทั้งยังจารึกชื่อของคุณแม่ไว้ใน Hall of Fame ของบริษัทในฐานะผู้หญิงคนแรกของโลกที่ประสบความสำเร็จสูงสุด นับว่าคุณแม่ทิพวรรณได้ปล่อยวางจากเกียรติยศและชื่อเสียงที่ท่านได้สร้างไว้ได้อย่าง ภาคภูมิที่สุด รีสอร์ทแสนสวยที่แลกด้วยความเหนื่อยยาก ในปี 2540 เมื่ออาจารย์ชาติมา ตัณฑรัตน์ หรืออาจารย์ปุ๋มได้เรียนจบกลับมาจากสหรัฐอเมริกา จึงได้เข้ามาช่วยงานรีสอร์ทของคุณแม่ทั้งที่สาขาที่เรียบจบมาไม่ได้เกี่ยวข้องกับการทำรีสอร์ทแม้แต่น้อย การทำธุรกิจรีสอร์ทของสองแม่ลูกจึงเป็นไป ด้วยความเหน็ดเหนี่อย ในวันธรรมดาคุณแม่ ทิพวรรณจะอยู่ที่รีสอร์ท อาจารย์ปุ๋มจะต้องติดต่อลูกค้าที่กรุงเทพฯ เสาร์อาทิตย์จึงจะเดินทางมาหัวหิน เพื่อช่วยงานและต้อนรับลูกค้า เนื่องจากธุรกิจรีสอร์ทเป็นธุรกิจที่มีค่าใช้จ่ายสูงเพราะจะต้องดูแลรักษาบ้านพักให้สะอาดมีมาตรฐานพร้อมต้อนรับลูกค้า และยังต้องดูแลสภาพแวด ล้อมของสวนและต้นไม้ให้เป็นที่เจริญตาแก่ผู้มาเยือนอยู่เสมอ แต่เนื่องจากคุณแม่ใช้ ทุนทรัพย์ของตนเองที่เก็บสะสมไว้สมัยทำงาน และพยายามที่จะไม่สร้างหนี้เพราะกลัวจะเป็นภาระแก่ลูก ๆ รีสอร์ทจึงจ้าง บุคคลากรเท่าที่จำเป็น ดังนั้นงานตำแหน่งใดที่พอจะทำเองได้ ทั้งคุณแม่และอาจารย์ปุ๋มก็จะรับตำแหน่งนั้นเสียเอง นับเป็นการ ใช้กรรมต่อสถานที่โดยไม่รู้ตัว บ่อยครั้งที่แม่ลูกปรึกษากันว่าทำไมเราจึงต้องเหนื่อยขนาดนี้ ลูกจะได้รับคำตอบว่า แม่สร้างที่ตรงนี้ไว้ให้ลูกด้วยความรักอยากให้ลูกได้มีธุรกิจซักอย่างหนึ่งที่จะเป็นหลักแก่ชีวิตได้ ส่วนลูกก็ตอบแม่ว่า ลูกมาช่วยแม่ตรงนี้เพราะกลัว แม่เหนื่อยไม่ได้อยากได้สมบัติอะไรรู้ดีว่าแม่รักรีสอร์ทนี้มาก รีสอร์ทนี้คือชีวิตและจิตใจของแม่ก็อยากช่วยแม่ให้ถึงที่สุด หาทางออกไม่ได้จะเลิกทำก็ไม่มีเหตุอันสมควร เพราะยังมีลูกค้าเข้ามาไม่หยุด จะให้ทำต่อก็เหนื่อยแสนเหนื่อย เป็นเวลาหลาย ๆ ปีที่แม่ลูกทั้งสองไม่เคยได้ไปเที่ยวพักผ่อนที่ไหนในช่วงวันหยุดนอกจากที่นี่...ทิพวรรณชาเล่ต์รีสอร์ท หัวหิน คุณแม่มักพูดอยู่เสมอว่า เราเฝ้ารักษาสถานที่ให้มีความสวยงามเพื่อให้คนที่เข้ามาเห็นได้มีความสุข ทุก ๆ คนจะบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าที่นี่สวยมาก มันเป็นความภูมิใจของเราที่ตั้งอยู่บนความเหนื่อยล้า แต่สิ่งหนึ่งที่เป็นกำลังใจให้คุณแม่อยู่เสมอคือความศรัทธาในพระเจ้า คุณแม่ทิพวรรณเป็นคริสต์ นิกายโรมันคาทอลิก ท่านจะทำหน้าที่ของคริสตชนที่ดีโดยการไปโบสถ์ทุกวันอาทิตย์ไม่เคยขาด ท่านจะเฝ้าให้กำลังใจอาจารย์ปุ๋มอยู่เสมอว่า สิ่งใดที่เกิดขึ้นอันเป็นความทุกข์ยากลำบากให้เรารู้จัก ขอบคุณพระเจ้าในความเมตตาของพระองค์ที่ประทานโอกาสให้เราได้ใช้โทษบาปเสียแต่วันนี้ ดีกว่าจะให้เราไปใช้กรรมในชีวิตหน้าอันเป็นทุกข์ที่มากกว่า พระเจ้าคงต้องการใช้ให้แม่ทำประโยชน์กับที่นี่ ท่านประทานที่ผืนนี้ให้แม่ด้วยเหตุผลบางอย่าง และแม่จะต้องรักษามัน ไว้ให้ดีที่สุด ไม่น่าเชื่อว่าความศรัทธาในพระเจ้าของคริสตชนคนหนึ่งได้เป็นเหตุให้พุทธศาสนิกชนหลายพันคนกลายเป็นผู้มีศรัทธาประพฤติปฏิบัติและทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาในเวลาต่อมา จุดเปลี่ยน...จากทางโลกเข้าสู่ทางธรรม จนกระทั่งปี 2544 อาจารย์ปุ๋มได้มีโอกาสไปปฏิบัติธรรมกับคุณแม่สิริ กรินชัย ที่สวนพุทธธรรม จ. อยุธยา เมื่อกลับมาเล่าให้คุณแม่ทิพวรรณฟังพร้อมกับชวนคุณแม่ไปปฏิบัติธรรมด้วย แต่คุณแม่ปฏิเสธว่าจะไปได้ยังไงแม่เป็นคริสต์จะไปปฏิบัติธรรมของคนพุทธไม่ได้ จากนั้นจึงมีการทำความเข้าใจกันยกใหญ่ โชคดีว่าคอร์สของคุณแม่สิริเป็นคอร์สที่ได้รับความนิยมมาก โดยคอร์สที่ อ.ปุ๋มจะพาคุณแม่ทิพวรรณไปเข้านั้นจัดที่สนามกอล์ฟสปริงฟิลด์ซึ่งเจ้าของสนามกอล์ฟผู้เป็นเจ้าภาพก็เป็นคริสต์เช่นเดียวกัน ประกอบกับคุณแม่สิริยังเป็นครูบาอาจารย์ที่มีใจเปิดกว้างมาก มีซิสเตอร์และชาวคริสต์ไปเข้าคอร์สของคุณแม่บ่อย ๆ คุณแม่จะบอกอยู่เสมอว่า การปฏิบัติธรรมเป็นการฝึกสติ เป็นการทำความดีที่เป็นสากลไม่ใช่ต้องเป็นศาสนาพุทธเท่านั้น เรามาฝึกปฏิบัติเพื่อให้จิตเป็นกุศล ถ้าหากว่าใครลำบากใจที่จะต้องไหว้พระสวดมนต์ก็ไม่ต้องทำ ให้นั่งสมาธิไปในขณะที่เพื่อน ๆ สวดมนต์ก็ได้ เมื่อได้ฟังเหตุผลแล้วคุณแม่ทิพวรรณเกิดความสบายใจขึ้นมาก แต่ก็ยังยืนยันว่าที่ยอมไปเข้าปฏิบัติธรรมในครั้งนั้น ไปด้วยความรักลูกเพราะกลัวลูกจะเสียใจจึงไม่อยากปฏิเสธ เดือนกันยายน ปี 2544 เป็นเดือนที่เปลี่ยนชีวิตของคุณแม่ทิพวรรณเข้าสู่ทางธรรม คุณแม่ได้เข้าปฏิบัติธรรมกับคุณแม่สิริ กรินชัยในครั้งนั้นเกิดความประทับใจมาก ความสุขที่ท่านได้รับมากล้น จนทำให้ท่านน้ำตาไหล และสิ่งที่ทำให้อ.ปุ๋มดีใจมากคือ คุณแม่ได้พูดว่าอยากจะเป็นเจ้าภาพจัดคอร์สปฏิบัติธรรมแบบนี้ที่รีสอร์ทสักครั้งหนึ่ง จากนั้น อ.ปุ๋มได้ไปกราบคุณแม่สิริ กรินชัย พร้อมทั้งขออนุญาตเป็นเจ้าภาพจัดคอร์สของคุณแม่ คือ หลักสูตรพัฒนาจิตให้เกิดปัญญาและสันติสุข 8 วัน 7 คืน และขอเชิญให้คุณแม่มาเป็นสิริมงคลแก่สถานที่ด้วย ด้วยความเมตตาคุณแม่สิริได้จัดเวลาให้แก่ทิพวรรณชาเล่ต์ รีสอร์ทในเดือนมีนาคม 2545 ทั้งที่คุณแม่มีคิวงานสอนที่ยุ่งมากแทบไม่มี เวลาได้พักผ่อนและคิวการสอนของคุณแม่จะเต็มตลอดทั้งปีด้วย แต่สิ่งหนึ่งที่คุณแม่สิริได้ร้องขอ คือ ขอให้คอร์สปฏิบัติธรรมนี้ไม่มีค่าใช้จ่ายสำหรับผู้ที่จะมาเข้า เพราะคุณแม่ต้องการเผยแพร่ให้เป็นธรรมทาน ซึ่งอาจารย์ปุ๋มและคุณแม่ทิพวรรณก็ยินดีในข้อเสนอนี้เช่นกัน นับเป็นสิ่งที่ต้องคิดหนักสำหรับคนทำธุรกิจเพราะนอกจากจะไม่คิดค่าใช้จ่ายใด ๆ ในการเลี้ยงดูผู้คนหลายสิบคนเป็นเวลา 8 วัน 7 คืน ด้วยที่พักและอาหารวันละสามมื้อแล้ว นั่นหมายความถึงรีสอร์ทจะขาดรายได้ไปในขณะจัดคอร์สด้วย เพราะจะต้องปิดรับลูกค้าไปเลยเป็นเวลาหนึ่งอาทิตย์ แต่คุณแม่ทิพวรรณได้ทำให้ความกังวลนั้นคลี่คลายลง เมื่อคุณแม่พูดว่าให้จัดเถอะถึงแม้ว่าจะจัดแล้วแม่จะไม่มีเงินเหลือเลย แต่เราจะได้ช่วยเหลือคนอื่น ๆ มากมาย คนอื่น ๆ ที่เขาจะได้รับสิ่งดีดีจากคุณแม่สิริเหมือนที่แม่ได้รับ แม่เชื่อว่าพระเจ้าประทานคุณแม่สิริมาให้เราและพระเจ้าจะไม่ทอดทิ้งเรา
ผู้ปลูกต้นกล้าธรรมะลงบนแผ่นดินธรรม คอร์สปฏิบัติธรรมของคุณแม่สิริ กรินชัย เริ่มต้นครั้งแรกในวันที่ 6 มีนาคม 2545 ด้วยจำนวนโยคีถึง 65 คน คุณแม่สิริเดินทางมาถึงด้วยรอยยิ้ม ท่านกล่าวชมเชยสถานที่ว่าสวยงาม สงบและ สัปปายะมาก เหมาะแก่การปฏิบัติธรรมเป็นอย่างยิ่ง ในวันนั้นคุณแม่สิริมอบซองที่มีปัจจัยหนึ่งหมื่นบาทให้อาจารย์ปุ๋ม พร้อมกับกล่าวว่า “แม่ขอร่วมเป็นเจ้าภาพปฏิบัติธรรมครั้งนี้ด้วยนะลูกนะ สิ่งที่ลูกทำเป็นความเสียสละเป็นความดีที่หาได้ยากแม่อยากให้ลูกได้ทำงานนี้ตลอดไป” และนี่คือสิ่งที่เริ่มต้นอันยิ่งใหญ่ของคำว่ามิตรภาพ ความเมตตา และกัลยาณมิตร ความเมตตาของคุณแม่สิริ กรินชัยเปรียบเสมือนการปลูกเม็ดพันธุ์แห่งกำลังใจและความศรัทธาลงบนหัวใจของแม่ลูกทั้งสอง และเมล็ดพันธุ์นั้นได้เจริญเติบโตเป็นต้นกล้าที่เข้มแข็งหยั่งรากแก้วลงบนดวงใจของคุณแม่ทิพวรรณและอาจารย์ปุ๋ม ทำให้ทั้งสองได้ตัดสินใจว่าจะขอจัดคอร์สปฏิบัติธรรมเช่นนี้อีกในทุก ๆ ปี ต้นกล้าธรรมะนี้ได้เปลี่ยนพื้นดินธรรมดาให้กลายเป็นแผ่นดินธรรมแห่งพระศาสนานับแต่นั้นเป็นต้นมา บ้านทิพวรรณ... ความเสียสละอันยิ่งใหญ่ การจัดคอร์สปฏิบัติธรรม ณ ทิพวรรณชาเล่ต์ รีสอร์ทดำเนินไปอย่างต่อเนื่องและมากขึ้น จากเริ่มต้นปีละสองคอร์สก็ค่อย ๆเพิ่มมากขึ้น จนปี 2547 การจัดปฏิบัติธรรมมีคอร์สมากถึง 6 คอร์สต่อปี คือ เฉลี่ยสองเดือนต่อคอร์ส วันหนึ่งคุณแม่ทิพวรรณได้เรียกอาจารย์ปุ๋มไปปรึกษาว่า เวลานี้คุณแม่เข้าใจแล้วว่า พระเจ้าต้องการให้คุณแม่รับใช้พระองค์ด้วยการสร้างความดี มีความเสียสละ และไม่เห็นแก่ตัวโดยผ่านทางการจัดปฏิบัติธรรมนี่เอง ที่ผ่านมาทำไมเราจึงมีพลังที่จะทุ่มเทให้แก่ สถานที่แห่งนี้อย่างไม่เห็นแก่ความเหน็ด เหนื่อย กว่ายี่สิบปีที่คุณแม่ได้มองภาพของที่ดินแปลงนี้ว่าสวยงาม มีความเป็นธรรมชาติ แต่ก็ยังไม่เท่ากับภาพของโยคีผู้ปฏิบัติที่ใส่ชุดขาวก้าวเดินอย่างมีสติ สงบและเยือกเย็นเป็นภาพที่งดงามที่สุดเท่าที่คุณแม่ได้เคยเห็นและคุณแม่อยากจะเห็นภาพแบบนี้ตลอดไป วันนี้แม่ได้ตัดสินใจแล้วว่าจะให้สถานที่นี้เป็นที่พึ่งทางจิตใจให้แก่ผู้อื่นมากกว่าการทำธุรกิจหารายได้ คุณแม่ทิพวรรณได้ตัดสินใจปิดการทำกิจการรีสอร์ทลงนับแต่วันนั้น และอุทิศสถานที่แห่งนี้ให้เป็นที่ปฏิบัติธรรมโดยไม่มีการเก็บค่าใช้จ่ายใด ๆ อาจารย์ปุ๋มได้เปลี่ยนชื่อ สถานที่เป็น “บ้านทิพวรรณ” เพื่อเป็นเกียรติแด่คุณแม่ทิพวรรณในการปล่อยวางและเสียสละที่ดินอันเป็นที่รักของท่านให้แก่พระศาสนา และเพื่อสื่อความหมายให้แก่ผู้มาปฏิบัติได้เข้าใจด้วยว่าสถานที่แห่งนี้เปี่ยมไปด้วยความรักและเมตตา ความปรารถนาดีพร้อมทั้งความอบอุ่นเหมือนบ้านหลังที่สองของทุกคน นอกจากอุทิศสถานที่แล้วคุณแม่ทิพวรรณยังสละทรัพย์ส่วนตัวของท่านเป็นกองทุนสำหรับจัดปฏิบัติธรรมอีกด้วย ปัจจุบันบ้านทิพวรรณได้กลายมาเป็นดินแดนแห่งธรรม มีผู้คนมากมายผ่านเข้ามาและจากไปอย่างมีคุณค่า หลายคนเปลี่ยนชีวิตของตนเองเข้าสู่ทางสว่างเปลี่ยนภพแห่งอบายภูมิ ในใจให้กลายเป็นผู้มีจิตสูงด้วยศีลอันมั่นคง สมดังเจตนารมณ์ของคุณแม่ทิพวรรณที่ต้องการให้สถานที่แห่งนี้ได้เป็นจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ ที่ยิ่งใหญ่ ขอเป็นเพียงส่วนหนึ่งของก้าวแรกที่มั่นคงและถูกต้องของผู้ปฏิบัติธรรมทุกท่านที่จะได้ก้าวเดินไปบนหนทางแห่งความพ้นทุกข์ต่อไป |
|
บ้านทิพวรรณหัวหิน 27 หมู่ 5 ต.หนองพลับ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ 77110 |










